- The White Lotus Season 3 Spotlights Yokkao Muay Thai Ring ในการประลองสัญลักษณ์
- West Ham vs Bournemouth Preview: เชอร์รี่ดิ้นรนเยี่ยมชม East London
- Ipswich vs Wolves Preview: ทีมของ Pereira จะตอกตะปูสุดท้ายในโลงศพการตกชั้นของเด็กชายรถแทรกเตอร์หรือไม่?
- Crystal Palace vs Brighton Preview: Eagles ยินดีต้อนรับนกนางนวลไปทางใต้ของลอนดอน
- FPL TOP PICKS สำหรับ Gameweek 31
- Everton vs Arsenal Preview: Gunners ยังคงไล่ล่าชื่อ EPL ในการเยี่ยมชม Merseyside
- Aston Villa vs Nottingham Forest Preview: UCL 6 ตัวชี้ที่ Villa Park
- รางวัลพรีเมียร์ลีกสำหรับ Matchday 30: การทดแทนที่ดีที่สุด?
Author: admin
บทนำ: ถ้าเราย้อนกลับไปดูเมื่อช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ซิตี้คือทีมที่มีแต่ขาขึ้น และขึ้นถึงจุดสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษได้สำเร็จ ซิตี้เป็นทีมที่ดูแล้วสมบูรณ์แบบ และนั่นเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากในโลกฟุตบอล ถ้าเราลองที่จะหาเหตุผลว่าทำไมแมนฯ ซิตี้ถึงประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ คำตอบแรกที่จะผุดขึ้นมาในหัวใครหลาย ๆ คนก็คงเป็นการที่ทีมเรือใบสีฟ้ามีกุนซือ อย่าง เป็ป กวาดิโอล่า กุนซือจอมพลิกสถานการณ์ทีมอยู่ แต่ถึงเป็ปจะเป็นกุนซือสมองเพชรแค่ไหน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่แมนฯ ซิตี้มีการเงินที่ดี และมีงบประมานอย่างเหลือเฟือให้ช็อปปิ้งนักเตะทุกปีนั้นส่งผลโดยตรงกับความสำเร็จของพวกเขาอย่างมาก การทุ่มเงินซื้อเออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ มาจากดอร์ตมุนด์ก็เป็นเพียงอีกตัวอย่างหนึ่งของข้อดีในการมีเงินเยอะเท่านั้น เรารู้สึกว่าเราควรพูดถึงการคว้าแชมป์ลีกของซิตี้ในปีก่อนให้มากกว่านี้หน่อย รวมถึงเรื่องของเหตุผลต่าง ๆ ว่าทำไมกองหน้าที่เนื้อหอมที่สุดในโลกในตอนนี้อย่าง เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ถึงเลือกที่จะเซ็นสัญญากับทีมเรือใบสีฟ้า แทนที่จะเป็นทีมอื่น ๆ บนโลก ที่ล้วนอยากได้ตัวเขาไปร่วมทีมกันทั้งนั้น บทความนี้ท่านไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง เราลองไปดูกันเลย แมนฯ ซิตี้ และ พรีเมียร์ลีก; เรื่องราวความรักของจริงยิ่งกว่าละคร อย่างที่ทราบกันดีว่า พรีเมียร์ลีกคือลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรปและอาจจะแข็งแกร่งที่สุดในโลกด้วยในปัจจุบัน ซึ่งก็ยังเป็นข้อถกเถียงในหมู่แฟน ๆ อยู่ว่าลีกไหนกันแน่ ที่เป็นลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น อย่างน้อยก็ในอังกฤษ ที่พรีเมียร์ลีกถือเป็นจุดสูงสุดของฟุตบอล และเฉพาะทีมที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่านั้น ที่จะมีวาสนาได้จับถ้วยใบนี้ และถ้าเราจะบอกคุณว่า มีทีมทีมหนึ่ง ที่คว้าแชมป์ในลีกสุดหินนี้ได้ถึงสี่ครั้งจากห้าปีหลังสุด คุณจะเชื่อหรือไม่ เพราะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำสิ่งที่เราพูดไปได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นการเข้ามาของเป็ป กวาดิโอล่า ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของทีม และพัฒนาทีมให้ก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ เพราะปีนี้นั้นเป็นเพียงปีที่ห้าของเป็ปกับซิตี้เท่านั้น เราลองมาดูกันว่าเป็ปมีวิธีอย่างไร ในการผูกขาดแชมป์ลีกได้ขนาดนี้ ภาพการฉลองแชมป์ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2020 แชมป์ลีกสี่สมัยในห้าปี – ลองย้อนเวลากลับไปสัก 5 ปี ในฤดูกาล 2017/2018 ของซิตี้นั้น ถือว่าทีมทำผลงานได้อย่างไร้ที่ติ โดยการเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่เก็บได้ถึง 100 คะแนนในฤดูกาลเดียว ไม่แปลกใจที่พวกเขาจะคว้าแชมป์ในฤดูกาลนั้นได้ รวมถึงป้องกันแชมป์ได้อีกสมัยในปีถัดไปด้วย หลังจากพลาดแชมป์ไปในปี 2019/2020 แมนฯ ซิตี้ก็กลับมาคว้าแชมป์ลีกได้อีกครั้งในปีถัดมา โดยทิ้งห่างอันดับสองอย่างแมนฯ ยูไนเต็ดถึง 12 คะแนน คว้าแชมป์ลีกสมัยที่สามในรอบสี่ปีได้สำเร็จ แต่สถิติของพวกเขามันยังไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ รีวิวฤดูกาล 2021/2022 แบบสั้น ๆ…
พรีวิว: ในบทความนี้ พวกเราจะมาพูดถึงหนึ่งในนักเตะดาวรุ่งที่ดีที่สุดของยุคนี้ – วินิซิอุส จูเนียร์ ดาวยิงทีมชาติบราซิลที่สร้างชื่อไปทั่วยุโรป เขาเคยเล่นให้กับฟลาเมงโก้ซึ่งเขาได้รับโอกาสน้อยมาก แต่การยิงเพียงประตูเดียวในรอบชิงชนะเลิศก็เพียงพอที่จะขีดเขียนชะตากรรมของเขา มันเป็นประตูในแบบที่คุณจะเข้าไปถล่มแชทในกลุ่มแชทกับเพื่อน ๆ ของคุณและชื่นชมนักเตะที่ทำประตูได้ เอาล่ะ เรามาเจาะลึกถึงรายละเอียดต่าง ๆ ของเขากันดีกว่า นักเตะโนเนมที่ไม่เหมาะกับมงกุฎแห่งราชันของรีล มาดริด: ในปี 2018 รีล มาดริดประกาศคว้าตัวดาวรุ่งโนเนม – วินิซิอุส จูเนียร์ ดาวรุ่งจากบราซิล วินิซิอุสนั้นไม่เคยได้รับความสนใจเลย และแฟนบอลก็แสดงอารมณ์ประมาณว่า “ก็แค่ดาวรุ่งคนหนึ่งเท่านั้นแหละ” คริสเตียโน่ โรนัลโด้ย้ายออกจากทีม เช่นเดียวกับซีเนอดีน ซีดาน แต่รีล มาดริดกลับไม่มีการนำเข้านักเตะตัวรุกระดับบิ๊กเนมเข้ามาเลย ในฤดูกาลแรกของเขากับทีม วินิซิอุสเริ่มต้นได้ดี เขาลงสนามไป 36 เกมพร้อมกับยิงไป 7 ประตูบวกกับ 13 แอสซิสต์อีกด้วย ถือว่าเลวสำหรับดาวรุ่งป้ายแดงของทีม ในฤดูกาลถัดมา (ฤดูกาล 2019/20) นั้นถือเป็นการทดสอบของจริงสำหรับดาวยิงชาวบราซิลและหากจะบอกว่าผลงานของเขาในฤดูกาลนั้นถือว่าน่าผิดหวังก็คงจะไม่ผิดมากนักเนื่องจากเขาทำได้เพียง 5 ประตูกับอีก 4 แอสซิสต์ในทั้งหมด 38 เกมที่เขาลงสนาม เขาพลาดโอกาสง่ายๆ มากมายและมักจะสับสนในตอนที่อยู่หน้าประตูของฝั่งตรงข้าม ไม่แน่ใจว่ามันเกี่ยวข้องกับความกดดันที่ถาโถมเข้าหาตัวเขาหรือไม่ แต่ลูกยิงของเขามักจะลอยโด่งขึ้นฟ้าอยู่เสมอ เขาไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคนที่จะเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปของคริสเตียโน่ในมาดริดเลยแม้แต่น้อย เจ้าหนูนี่มีความเร็วและความสามารถในการเลี้ยงบอล แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาได้ส่องประตู เหล่าแฟนบอลถึงกับ “ถอนหายใจ” ด้วยความผิดหวัง มีบ้างที่เขาโดนวิจารณ์ แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นคนวิจารณ์ที่หนักจนเกินไปและทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะเขาทำประตูได้ไม่ถึง 40 ประตูต่อฤดูกาล แต่เป็นเพราะเขาพลาดโอกาสง่ายๆ นั่นเอง แต่เส้นทางก็ไม่ได้ง่ายขึ้นเลยสำหรับเจ้าหนูอยู่ดี เนื่องจากฤดูกาลถัดมา (ฤดูกาล 2020/21) ยิ่งกลายมาเป็นความผิดหวังยิ่งกว่าเดิม เมื่อเขามีโอกาสลงสนาม 49 นัด น่าผิดหวังที่เขายิงได้เพียง 6 ประตูพร้อมกับ 7 แอสซิสต์ ตัวผู้จัดการทีมนั้นเชื่อมั่นในตัวเขา แต่โชคชะตากำลังเล่นตลกกับวินิซิอุสอยู่ดี คาร์โล อันเชล็อตติทำยังไงถึงดึงฟอร์มที่สุดยอดของวินิซิอุสออกมาจนได้กันล่ะ? ในทุกๆ เรื่องราวนั้น จุดเริ่มต้นของตัวเอกนั้นไม่ได้ดีเลิศนัก พวกเขาพ่ายแพ้, ร้องไห้และเจอหลายสิ่งอย่างที่น่าผิดหวัง แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่เคยขาดคือความมุ่งมั่นและความตั้งใจของพวกเขาที่จะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าพวกเขานั้นผิดและนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับดาวรุ่งของรีล มาดริด เมื่อฤดูกาล 2021/22 มาถึงและรีล มาดริดได้โค้ชคนใหม่ นั่นคืออดีตกุนซืออย่างคาร์โล…
บทนำ: มีหลายครั้งในอาชีพการค้าแข้งของเขาที่ผู้คนตั้งข้อสงสัยในตัวของลิโอเนล เมสซี่ บอกว่าเขาหมดแล้ว แต่เขาก็มักจะกลับมาพร้อมกับฟอร์มระดับคุณภาพและเหนือธรรมชาติอยู่เสมอ เขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งแก่ ยิ่งเก๋า นักเตะประเภทที่จะทำให้คุณต้องตะลึง ไม่ว่าเขาจะเคยเป็นนักเตะที่น่าอัศจรรย์และเปี่ยมไปด้วยพลังในวัย 20 ปีหรืออัจฉริยะด้านแทคติกในวัย 35 ปี เมสซี่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตลอดการเดินทาง 17 ปีของเขาในเส้นทางฟุตบอลอาชีพ แต่ทุกๆ ครั้ง เขาก็จะผ่านมาได้ด้วยอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และเป็นอีกครั้งที่เขาถูกตั้งข้อสงสัยว่า ‘หมด’ หลังจากที่เขาย้ายมาร่วมทีมเปแอสเช แต่เราจะบอกพวกคุณทุกคนถึง 5 เหตุผลที่ว่าทำไมลิโอเนล เมสซี่ถึงยังห่างไกลจากคำว่าแขวนสตั๊ด! เขามีภารกิจที่กำลังรอเขาอยู่! 1. เขายังเป็นตัวชูโรงของรายการโคปา อเมริกา ในขณะเสียงวิจารณ์ที่เกี่ยวกับลิโอเนล เมสซี่นั้นกำลังพูดถึงฟอร์มของเขาที่ตกลงไป แต่ฟอร์มช่วงล่าสุดของเขาแสดงให้เห็นว่ามันกลับตรงกันข้าม เราอยากที่จะใช้เสรีภาพและบอกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในเส้นทางการค้าแข้งของเขาและนี่คือเหตุผลว่าทำไม: ตำนานของอาร์เจนติน่าคว้าแชมป์และรางวัลทุกรายการในเส้นทางการค้าแข้งของเขามาหมดแล้ว แต่มีถ้วยรางวัลรายการหนึ่งที่ยังหายไปในตู้โชว์โทรฟี่ของเขาและนั่นเป็นถ้วยรางวัลระดับนานาชาติ ถึงแม้ว่าเขาจะได้ลงเล่นในเกมรอบชิงชนะเลิศทั้ง 4 รายการสำคัญกับอาร์เจนติน่ามาแล้วก็ตาม ซึ่งรวมถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 2014 ที่ต้องแพ้ไปอย่างน่าเศร้าอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เมสซี่ก็ทำได้ซักที ในปี 2021 ลิโอเนลกลายมาเป็นนักเตะที่ฉายเดี่ยวแบกทีมชาติอาร์เจนติน่าคว้าแชมป์โคปา อเมริกา แชมป์ระดับนานาชาติที่เขาถวิลหามานาน เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการมีส่วนร่วมถึง 9 จาก 12 ประตูที่อาร์เจนติน่าทำได้ นั่นมันฟอร์มระดับเวิร์ดคลาสเลยล่ะ! เขาทำแอสซิสต์ไป 5 ครั้งบวกกับอีก 4 ประตู ทำให้เขาคว้ารางวัลดาวซัลโวและนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์อีกด้วย ยังมีอีกเรื่องที่ทำให้ชัยชนะครั้งนี้น่าดีใจขึ้นไปอีก เพราะอาร์เจนติน่ายังคว่ำทีมคู่ปรับตลอดกาลอย่างบราซิลได้ในนัดชิงชนะเลิศอีกด้วย มันจะมีอะไรที่เจ๋งไปกว่านี้อีกกันล่ะ 2. บัลลงดอร์สมัยที่ 7 และ รางวัลปิจิจิสมัยที่ 8 ในปี 2021 ซึ่งก็ย้อนไปไม่นานหลังจากตอนที่เรากำลังเขียนบทความนี้ ดูเหมือนว่าลิโอเนล เมสซี่กำลังอยู่ในช่วงพีคของเขาโดยการแบกบาร์เซโลน่าในลาลีก้าด้วยทีมที่เน่าเฟะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเงินและมุมมองทางด้านกีฬา แถมเขายังคว้ารางวัลปิจิจิสมัยที่ 8 ในฐานะดาวซัลโวสูงสุดของลาลีก้าในปี 2021 อีกต่างหาก นี่เรายังไม่ได้พูดถึงแชมป์โคปา เดล เรย์กับบาร์ซ่า ซึ่งเขาคว้าแชมป์ได้ก่อนที่จะโชว์ของในโคปา อเมริกาใน ปีเดียวกันนั่นเอง ทำให้เมสซี่คว้ารางวัลบัลลงดอร์เป็นสมัยที่ 7 และเป็นช่วงเวลาเพียง 6 เดือนที่เขาได้ประกาศตัวเองเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ 3. ปีที่หลายคนมองข้ามในเปแอสเช หลังจากเหตุการณ์ที่เลวร้ายกับผู้บริหารของบาร์เซโลน่า ลิโอเนล เมสซี่ต้องออกจากสโมสรแห่งชีวิตของเขาในปี…
เบรนท์ฟอร์ดกลายมาเป็นทีมที่ 50 ที่มีโอกาสได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกในตอนที่พวกเขาได้สิทธิ์ในการเลื่อนชั้นขึ้นมาสู่พรีเมียร์ลีกหลังจากที่พวกเขาคว้าแชมป์แชมเปี้ยนชิพในฤดูกาล 2020/21 ในฤดูกาลแรกของพวกเขานั้นก็ถือว่าน่าประทับใจ ก่อนหน้าเบรนท์ฟอร์ด มันเป็นเวลากว่า 8 ปีนับตั้งแต่ที่สโมสรได้เลื่อนชั้นขึ้นมาสู่พรีเมียร์ลีกที่เลื่อนชั้นมาจากเกมเพลย์ออฟของลีกแชมเปี้ยนชิพนั้นสามารถจบอันดับได้สูงกว่าอันดับที่ 15 โดยเบรนท์ฟอร์ดที่นำทีมโดยผู้จัดการทีมอย่างโธมัส แฟรงค์นั้นจบอันดับสูงสุดที่อันดับที่ 13 ในตารางคะแนน ฟอร์มอันย่ำแย่ในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน แถมอีกครั้งในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์นั้นทำให้พวกเขาเริ่มแสดงความกังวลออกมา แต่พวกเขาก็โชว์ฟอร์มกลับเข้าฝั่งมาจนได้ แฟรงค์ยังมีชื่อเข้าชิงรางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำปีของพรีเมียร์ลีกเนื่องจากฟอร์มที่ยอดเยี่ยมที่เขาแสดงฝีมือออกมากับทางสโมสรและตอนนี้ เหล่าบรรดาสโมสรในพรีเมียร์ลีกก็ได้รับรู้ถึงพิษสงของทีมหน้าใหม่นี้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาจะสามารถจบฤดูกาลที่จะถึงนี้ด้วยอันดับที่ดีกว่าอันดับที่ 13 ของฤดูกาลที่แล้วได้หรือไม่? ต่อไปนี้คือการวิเคราะห์สิ่งที่พวกเขาต้องทำเพื่อให้จบใน 10 อันดับแรกของฤดูกาล 2022/23 ในพรีเมียร์ลีก รีวิวเบรนท์ฟอร์ดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2021/22 ครั้งแรกที่เหล่าผึ้งพิฆาตได้ขึ้นมาวาดลวดลายในพรีเมียร์ลีกนั้นเป็นไปอย่างสุขุม ปกติแล้วทีมจะทุ่มเงินในการคว้าตัวนักเตะเพื่อเตรียมตัวในลีกที่ดีที่สุดบนเกาะอังกฤษ แต่เบรนท์ฟอร์ด กลับทำการคว้าตัวนักเตะหน้าใหม่เพียง 3 คนเท่านั้น โดยพวกเขาเก็บนักเตะตัวหลักที่เคยช่วยทีมให้เลื่อนชั้นขึ้นมาได้ในฤดูกาลที่แล้วเอาไว้ได้อีกด้วย เช่นเดียวกับในแชมเปี้ยนชิพฤดูกาลที่แล้ว พวกเขาใช้งานอีแวน โทนี่ย์ซึ่งยิงได้ 12 ประตูในพรีเมียร์ลีก แต่พวกเขามีนักเตะถึง 5 คนที่ทำได้ 3 ประตูขึ้นไปในลีกให้กับทีม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแรงผลักดันของแฟรงค์เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนภายในทีมจะทุ่มเทสุดตัวเพื่อเอาคว้าชัยชนะในเกมที่พวกเขาจำเป็นจะต้องเอาชนะให้ได้เพื่อทำให้ทีมอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีก พวกเขายังมุ่งเน้นไปที่ลูกตั้งเตะเพื่อสร้างโอกาสส่วนใหญ่ซึ่งนำไปสู่ประตูจำนวนมากให้กับทีมและการเซ็นสัญญา คริสเตียน อีริคเซ่นมีส่วนกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก การจ่ายบอลของเขานั้นยอดเยี่ยมและมันพิสูจน์ได้จากการที่เบรนท์ฟอร์ดจบฤดูกาลในฐานะทีมที่มีโอกาสจากลูกตั้งเตะมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในลีกอีกด้วย แฟรงค์ไม่แคร์ที่จะเปลี่ยนแทคติกเพื่อให้เหมาะสมกับคู่แข่งที่แตกต่างกัน เขาเริ่มด้วยระบบ 3-5-2 ซึ่งแพ้ไปเพียงเกมเดียวจาก 7 เกมแรกของฤดูกาล เขายังคงใช้ระบบนั้นต่อกับอีก 20 เกมถัดมา แต่เขาก็มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดต่างๆ ระหว่างเกมตามแทคติกของคู่แข่ง ในช่วง 11 เกมสุดท้ายก่อนจบฤดูกาล เขาเปลี่ยนมาเล่นในระบบ 4-5-1 พร้อมกับคว้าชัยไปถึง 7 ใน 11 เกมดังกล่าวซึ่งทำให้พวกเขาอยู่รอดปลอดภัยในลีกได้สำเร็จ แฟรงค์ยังเลือกที่จะใช้สไตล์การสวนกลับสุดคลาสสิคของพรีเมียร์ลีกโดยการให้เบรนท์ฟอร์ดไม่ต้องครองบอลมากนักแต่เล่นเกมรุกให้บ่อยกว่าคู่แข่งอีกด้วย ความพ่ายแพ้ 18 เกมในลีกของพวกเขานั้นเป็นเกมที่หนักหน่วง แต่มันก็เป็นเกมการแข่งขันที่พวกเขาทำให้คู่แข่งนั้นต้องพบกับความยากลำบากเช่นเดียวกัน เรื่องนี้ทำให้แฟรงค์มีเรื่องที่ให้คิดมากมายและเช่นเดียวกับผู้จัดการทีมทุกคน เขาจะต้องเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงนักเตะภายในทีม กำจัดอาถรรพ์ของฤดูกาลที่สอง มี 2 องค์ประกอบหลักที่เกี่ยวข้องกับการจบ 10 อันดับแรกในทุกๆ ลีก อย่างแรกคือต้องเชื่อว่าพวกเขาเหมาะสมที่จะอยู่ในลีก นี่คือความแตกต่างระหว่างการพบกับคู่แข่งครึ่งทางเพื่อให้พวกเขาต้องพบกับเกมการแข่งขันที่ดุเดือดกับการลงสนามโดยไม่เสียประตู ซึ่งมักจะจบลงด้วยความล้มเหลวสำหรับทีมที่มีแนวคิดแบบนั้น อย่างที่สองก็คือการยิงประตูให้มากกว่าคู่แข่ง นั่นหมายความว่าแฟรงค์จำเป็นจะต้องหาดาวยิงจอมถล่มประตูมาช่วยโทนี่ย์ เขาทำได้ดีโดยการที่ทั้งทีมสามารถสร้างโอกาสได้มากมาย แต่การยิงได้ 48 ประตูจาก 38 นัดในลีกนั้นหมายความว่างพวกเขายิงประตูเฉลี่ยนัดละ…
บอร์นมัธเลื่อนชั้นกลับมาอยู่ในพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งที่สองหลังจากที่ตกชั้นไปแล้วในฤดูกาล 2019/20 การกลับมาของพวกเขาในครั้งนี้นั้นไม่ได้น่าทึ่งเหมือนกับในฤดูกาล 2014/15 ที่พวกเขาสามารถคว้าแชมป์แชมเปี้ยนชิพมาครองได้และจองตั๋วเลื่อนชั้นขึ้นมาสู่พรีเมียร์ลีก มันเป็นสไตล์การเล่นแบบเดียวกันที่ทำให้พวกเขาอยู่ในลีกและถึงขี้นทำให้พวกเขาจบอันดับสูงถึงอันดับที่ 9 ในตารางคะแนนในฤดูกาล 2016/17 จนกระทั่งสิ่งต่างๆ เริ่มถาโถมเข้ามาใส่เอ็ดดี้ ฮาว ผู้จัดการทีมในตอนนั้นในฤดูกาล 2019/20 ไม่ว่าพวกเขาจะกลับไปสู่ลีกสูงสุดบนเกาะอังกฤษแล้วและจะกลับมาพร้อมกับสก็อตต์ ปาร์คเกอร์ที่คุมทีมอยู่ ซึ่งประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกของคนๆ เดียวนั้นก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาหรือไม่ได้แจ๋วอะไรขนาดนั้นสำหรับผู้จัดการทีมหนุ่มคนนี้ บอร์นมัธในลีกแชมเปี้ยนชิพฤดูกาล 2021/22 ถือเป็นปัญหาสำหรับเดอะ เชอร์รี่ส์ในฤดูกาลที่เพิ่งจบลงไป พวกเขาลงเล่นราวกับว่าพวกเขาแบกโลกไว้บนบ่าของพวกเขา – ความคาดหวังของแฟนบอลในบางครั้งอาจรู้สึกแบบนั้นสำหรับสโมสรและถูกย้ำเตือนความทรงจำของค่ำคืนในปี 2015 อยู่เสมอ ในตอนที่บอร์นมัธ คว้าแชมป์ลีกแชมเปี้ยนชิพและเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกจนสนามวิทาลิตี้ สเตเดี้ยมแทบจะพังทลายลงมา พวกเขาทำงานอย่างหนักเพื่อจบรองแชมป์ในครั้งนี้ โดยมีแต้มตามหลังทีมแชมป์อย่างฟูแล่ม เพียง 2 แต้มเท่านั้น ในขณะที่พวกเขามีแนวรับที่ดีที่สุดในลีก พวกเขาเสียประตูไปเพียง 39 ประตูจาก 46 เกมที่พวกเขาเล่นและแฟนๆ จะต้องซาบซึ้งกับระบบเกมรับของปาร์คเกอร์ที่ช่วยให้พวกเขาทำสถิตินี้ได้สำเร็จ แต่ถึงกระนั้น ปาร์คเกอร์ก็ยังมีงานที่ต้องทำรอเขาอยู่อีกมากมายในช่วงปิดฤดูกาลนี้เพื่อเตรียมตัวสำหรับการคุมทีมในพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งที่ 2 แต่เหล่าแฟนบอลต่างก็พากันกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับความสามารถของเขาในตอนที่จะต้องดวลกับผู้จัดการระดับโลกมากมายและแม้กระทั่งอดีตผู้จัดการของทีมอย่างเอ็ดดี้ ฮาว คนที่ได้โอกาสอีกครั้งกับสโมสรที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอย่างนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด การเดินทางสู่พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2022/23 เดอะ เชอร์รี่ส์เอาชนะน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ไป 1-0 ในเกมสุดท้ายของแชมเปี้ยนชิพเพื่อการันตีพื้นที่สู่ลีกสูงสุดบนเกาะอังกฤษสำหรับฤดูกาลใหม่ ตัวรุกเพียงคนเดียวจากคีฟเฟอร์ มัวร์นั้นได้รับการตอบรับด้วยเสียงเชียร์ที่ดังลั่นและเมื่อเสียงนกหวีดจบเกมดังขึ้น การเฉลิมฉลองที่ดุเดือดยิ่งขึ้นก็เกิดขึ้น ในขณะที่แฟนบอลของสโมสรต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าพวกเขาได้การันตีการเลื่อนชั้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม มีเพียงไม่กี่คนที่จะไตร่ตรองถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น หลังจากที่พวกเขาจบรองแชมป์ด้วยการมีคะแนนตามหลังฟูแล่ม ทีมแชมป์อยู่ 2 คะแนน หลังจากที่ไร้พ่าย 15 เกมติดต่อกันในช่วงต้นฤดูกาล ฟอร์มของพวกเขาเริ่มที่จะดร็อปลงในตอนที่เริ่มตระหนักได้ว่าพวกเขาโอกาสในการได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้งเริ่มส่องแสงมาหาพวกเขา ในช่วงฤดูหนาวนั้นเป็นอะไรที่ยากเป็นพิเศษเนื่องจากพวกเขาไม่สามารถคว้าชัยชนะได้เลย เห็นได้ชัดตั้งแต่จากเกมแรกที่พวกเขาเริ่มต้นทำสถิติไร้พ่าย 15 เกมนั้น ชัยชนะส่วนใหญ่นั้นเป็นเกมที่เอาชนะได้เพียง 1 ประตู ในช่วงฤดูหนาวนั้นเปิดเผยให้เห็นข้อบกพร่องหลายอย่างของทีมเนื่องจากพวกเขาสามารถทำแต้มได้เพียง 12 คะแนนจากทั้งหมด 36 คะแนน ในที่สุด พวกเขาก็หลุดออกจากช่วงโปรโมชั่นในช่วงปลายเดือนมกราคม แต่นั่นมาจากการได้รับการช่วยเหลือจากการซื้อตัวที่แสนอัจฉริยะในช่วงฤดูหนาวนั่นเอง เส้นทางสู่การออกจากลีกแชมเปี้ยนชิพ การได้ตัวแนท ฟิลลิปส์ นักเตะของลิเวอร์พูลมาแบบยืมตัวและฮีโร่ที่ช่วยให้พวกเขาเลื่อนชั้นขึ้นมาได้อย่างมัวร์ได้ช่วยพวกเขาเอาไว้โดยเฉพาะเนื่องจากนักเตะทั้ง 2 คนต่างก็มีพรสวรรค์ในด้านเกมรับและเกมรุกสำหรับเดอะ เชอร์รี่ส์ พวกเขาเสมอในหลาย ๆ เกมพร้อมกับแพ้ไปเพียงแค่ 2 เกมใน 17 เกมหลังสุดในลีก ฟิลลิปส์จับคู่กับลอยด์…
‘ทีมขาจร’ ของพรีเมียร์ลีกอย่างฟูแล่มกลับมาอีกครั้งเพื่อสร้างชื่อในลีกสูงสุดบนเกาะอังกฤษ พวกเขากลับมาในฐานะแชมป์ลีกแชมเปี้ยนชิพ 2021/22 หลังจากระเบิดฟอร์มที่สุดยอดด้วยการคว้าไปถึง 90 แต้มและยิงไปถึง 106 ประตูใน 46 เกมพร้อมกับได้ประสบการณ์จากลีกรองบนเกาะอังกฤษที่มีระเบียบและวุ่นวายที่สุด นี่ถือเป็นแชมป์แรกในรอบ 21 ปีของพวกเขา ซึ่งแชมป์ล่าสุดของพวกเขาก็คือแชมป์รายการเดียวกันในฤดูกาล 2000/01 ก่อนที่พวกเขาจะคว้าแชมป์ลีกแชมเปี้ยนชิพ เส้นทางสู่พรีเมียร์ลีกของพวกเขานั้นมาจากการผ่านรอบเพลย์ออฟของแชมเปี้ยนชิพ พวกเขาเล่นฟุตบอลได้ค่อนข้างน่าสนใจและแฟนบอลก็เชื่อว่าการคว้าแชมป์แชมเปี้ยนชิพจะเปลี่ยนแปลงทิศทางในการลงเล่นในพรีเมียร์ลีกในรอบนี้ และภายใต้การคุมทีมของมาร์โก้ ซิลวา พวกเขามีอาวุธครบมือพร้อมกับประสบการณ์ที่จะต่อกรกับทีมในลีกสูงสุดเพื่อความอยู่รอดและเป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะไต่ไปถึงกลางตารางกันเลยทีเดียว ฟูแล่มในลีกแชมเปี้ยนชิพ 2021/22 มาร์โก้ ชิลวาถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมเมื่อช่วงต้นฤดูกาลและสามารถโชว์ผลงานระดับพรีเมียร์ลีกทันที ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของเขา นอกเหนือจากการพาเจ้าสัวเลื่อนชั้นขึ้นมาได้สำเร็จแล้ว มันยังเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของสโมสรในตอนที่ลงสนามจนคนทั่วไป, นักวิจารณ์และแฟนๆ ของสโมสรต่างพากันมองเห็นถึงประเด็นที่สำคัญนี้ ประตูที่พวกเขาทำได้ทั้งหมด 106 ประตูนั้นยังถือเป็นการทำประตูได้มากที่สุดในลีกแชมเปี้ยนชิพในรอบกว่า 2 ทศวรรษ แต่อย่างไรก็ตาม การที่ฟอร์มของของฟูแล่มแล่นฉิวนั้นไม่ได้ราบรื่นนักในตอนที่พวกเขาก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์ พวกเขาคว้าชัยในเกมที่จำเป็นต้องชนะด้วยการเอาชนะคู่แข่งและทำงานอย่างหนักในชัยชนะสุดที่สำคัญกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งกว่า แต่เกมการเล่นของพวกเขากับทีมที่มีความคมมากกว่าด้วยการใช้เกมรับที่แข็งแกร่งกว่า พวกเขายังชวนให้นึกถึงอดีตในตอนที่เคยโลดแล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้การคุมทีมของสก็อตต์ ปาร์คเกอร์ ที่ตอนนี้เขากำลังคุมทีมบอร์นมัธอยู่ จิตวิญญาณการต่อสู้ของพวกเขาในครั้งนี้เป็นข้อดีสุด ๆ และซิลวาที่คว่ำวัตฟอร์ด, ฮัลล์ ซิตี้และเอฟเวอร์ตันในทั้ง 3 ช่วงในลีกดิวิชั่น 1 ของอังกฤษ พวกเขาจะมั่นใจในทีมที่เขาที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลใหม่โดยเขาจะได้ดูแลการพัฒนาของลูกทีมตั้งแต่แรก ฟูแล่มคว้าแชมป์แชมเปี้ยนชิพฤดูกาล 2022/23 ได้ยังไงกัน ฟูแล่มถล่มตัวเต็งในเพลย์ออฟอย่างลูตัน ทาวน์ไปถึง 7-0 ในเกมสุดท้ายก่อนที่จะก้าวไปคว้าแชมป์ซึ่งนอริช ซิตี้เคยทำได้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว พวกเขาต่อกรกับอีกคู่แข่งตัวเต็งในเพลย์ออฟอีกทีมหนึ่งอย่างเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดในเกมสุดท้ายของฤดูกาลโดยถล่มดาบคู่ไป 4-0 สิ่งเดียวที่พวกเขาเสียใจคือพวกเขาไม่สามารถยิงเพิ่มได้อีก 2 ประตูเพื่อให้เท่ากับสถิติ 108 ประตูของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในครั้งล่าสุดที่ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกลงเล่นในลีกรอง ก้าวแรกของซิลวาคือการวางระบบแผน 4-3-3 โดยเน้นเกมรุกนั้นได้ผล ถึงแม้ว่าบุคลากรในทีมนั้นแสดงความกังวลว่าแผนนี้อาจจะไม่เหมาะกับทีม พวกเขาเริ่มต้นฤดูกาลด้วยประตูสุดฮาจากผู้ทำลายสถิติดาวซัลโวอย่างอเล็กซานดาร์ มิโตรวิช ซึ่งนั่นกลายมาเป็นลูกแรกใน 43 ประตูของเขา ศูนย์หน้าชาวเซอร์เบียมีส่วนร่วมเป็นอย่างมากในการช่วยเหลือแนวรุกคนอื่นอย่างทอม แคร์นีย์, นีส์เก้นส์ เคบาโน่, แฮร์รี่ วิลสันและฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ ในขณะที่มิโตรวิชเป็นคนที่ได้เครดิตจากประตูที่เขายิงได้ซึ่งกลายมาเป็นคนทำลายสถิติดาวซัลโวของแชมเปี้ยนชิพใน 1 ฤดูกาลโดยทำลายสถิติเดิมของอีแวน โทนีย์ของเบรนท์ฟอร์ด ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาจะไม่มีทางไต่ไปถึงระดับนั้นได้หากไม่มีนักเตะเหล่านี้อยู่รอบๆ ตัวเขา นอกจากนี้เขายังมีแรงกระตุ้นจากการแข่งดาวซัลโวจากโดมินิค โซลันเก้ของบอร์นมัธซึ่งยิงไป 30 ประตูช่วยให้เดอะ เชอร์รีส์เป็นรองแชมป์และทำให้ฟูแล่มครองจ่าฝูงไว้ได้ตลอดทั้งฤดูกาล นักเตะตัวหลัก เมื่อย้อนกลับไปแล้ว…
ปอล ป็อกบากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้นถือเป็นอะไรที่ไม่เคยเข้ากันได้เลย ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่ถึง 2 ครั้ง 2 ครา ในการคุมแดนกลางของปิศาจแดงทั้งสองครั้ง ส่วนมาก มันมักจะเต็มไปด้วยความขัดแย้งและความไม่แน่นอนรอบตัวของเขา คำพูดและการเปิดเผยข้อความเพิ่มเติมล่าสุดก็อาจจะทำให้แฟนผีส่วนใหญ่ถึงกับส่ายหน้า เป็นที่ยอมรับกันว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอาจจะมีข้อบกพร่องมากมายในการจัดการกับตัวนักเตะโดยมีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่กับมิดฟิลด์จอมเปลี่ยนทรงผมทีมชาติฝรั่งเศสในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เราต่างมองในมุมเดียวกันแล้วว่าป็อกบามีบางอย่างที่ซับซ้อนและอาจจะตกเป็นเหยื่อของการกระทำของตัวเขาเอง มันก็จริงอยู่ที่จะบอกว่าเหล่านักเตะที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกฟุตบอลนั้นมีลักษณะที่เหมือน ๆ กันอยู่ นั่นคือการมีอีโก้ของพวกเขา แต่มันมีเส้นบาง ๆ ระหว่างการมีเกียรติกับการมีอีโก้ ซึ่งมันก็ชัดเจนในกรณีของปอล ป็อกบา กองกลางตัวตัดผมรายนี้สร้างความฮือฮาให้กับแฟนบอลหลังจากมีการเปิดเผยเรื่องราวสุดช็อคมากมายในสารคดีเรื่องล่าสุดของเขาเรื่อง The Pogmentary (เดอะ ป็อกเมนทารี่) ในสารคดีนั้น ตัวเขาได้เปิดเผยเรื่องราวมากมายในอาชีพการค้าแข้งของเขา ซึ่งรวมถึงความสัมพันธ์ที่ร้อนระอุกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทั้งในและนอกสนาม หากพูดแบบกลาง ๆ มิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศสก็ได้ออกมาพิสูจน์ในประเด็นบางประเด็นที่เขานำเสนอจริงนั่นแหละ แต่วิธีการเข้าถึงของเขาและความคิดเห็นหลังจากที่เขาปล่อยสารคดีเรื่องนี้ออกมาล่ะ ป็อกบาอ้างว่าเขาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองสำคัญเลยที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปอล ป็อกบาต้องการให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดรับรู้ว่าพวกเขาได้ทำ ‘ผิดพลาด’ ในการที่ไม่ยื่นข้อเสนอที่ดีให้เขาตั้งแต่เนิ่นๆ ตอนนี้ ดาวเตะชาวฝรั่งเศสกำลังเตรียมตัวกลับไปที่ยูเวนตุสหลังจากที่สัญญาของเขากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกำลังจะหมดลง โดยมีรายงานล่าสุดเปิดเผยว่าห้องเครื่องวัย 29 ปีได้ปฏิเสธข้อเสนอที่มีค่าเหนื่อยสูงถึง 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทิ้ง เมื่อมองย้อนกลับไป มันเป็นข้อเสนอที่ไม่ได้ ‘เพิ่มขึ้น’ เลยเนื่องจากก่อนหน้านี้ตัวนักเตะได้รับค่าเหนื่อยอยู่ที่ 290,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หลังจาก 6 ปีที่น่าผิดหวังกับสโมสรในช่วงที่เขากลับมาที่สโมสรอีกเป็นครั้งที่ 2 ป็อกบาจะย้ายกลับไปค้าแข้งที่เมืองตูรินอีกครั้ง เมืองที่เราได้เป็นสักขีพยานในการได้เห็นเขาระเบิดฟอร์มในช่วงปี 2012-2016 กับยูเวนตุส ฟอร์มกับยูเวนตุสได้โน้มน้าวให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทำลายสถิติค่าตัวที่แพงที่สุดในโลกด้วยราคา 89 ล้านปอนด์ ในฤดูกาลแรกของเขากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ป็อกบาช่วยทีมของมูรินโญ่คว้าแชมป์ยูโรป้าลีกและอีเอฟแอลคัพ และก็ช่างน่าบังเอิญเหลือเกิน เพราะฤดูกาลที่ว่านั่นคือฤดูกาลสุดท้ายที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์ได้อีกด้วย แม้จะโชว์ฟอร์มได้ดีเป็นครั้งคราว ควบคู่ไปกับการทำถึง 39 ประตูจาก 226 เกมในช่วง 6 ฤดูกาลกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภาพรวมฟอร์มของป็อกบาคือข้อเท็จจริงที่ว่าเขาแทบ ไม่เคยมี ‘ความคงเส้นคงวา’ เลย ดาวเตะชาวฝรั่งเศสทำให้สโมสรต้องเสียค่าตัวมหาศาลถึง 1 ล้านปอนด์ต่อเกมในช่วงคำรบที่ 2 ของเขาในถิ่นโอลด์…
ข่าวลือการซื้อตัวที่ใหญ่ที่สุดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์นี้คือข่าวลือของแฟรงกี้ เดอ ยอง ห้องเครื่องของบาร์เซโลนา เป็นที่รู้กันว่าผู้จัดการทีมป้ายแดงของสโมสรอย่างเอริค เทน ฮากกำลังมองหาโอกาสในการกลับมาร่วมงานกับมิดฟิลด์วัย 25 ปีอีกครั้ง และตั้งใจที่จะปั้นให้เขาเป็นนักเตะตัวสำคัญในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดโฉมใหม่ที่เขากำลังสร้างทีมไว้เพื่อลุยศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2022/23 ในครั้งแรกที่พวกเขาร่วมงานกันนั้น พวกเขาได้ทิ้งผลงานอันยอดเยี่ยมในการสร้างทีมอาแจ็กซ์ อัมส์เตอร์ดัมที่โดดเด่นในช่วงยุค 2010s ก่อนที่เดอ ยองจะย้ายไปแดนกระทิงดุเพื่อลงเล่นให้กับสโมสรในฝันของเขาอย่างบาร์เซโลนา ตอนนี้ เส้นทางอาชีพลูกหนังของพวกเขานั้นกำลังอยู่ในเส้นทางที่แตกต่างกัน เดอ ยองกำลังอยู่ในช่วงที่ฟอร์มสะดุดเหมือนกับต้นสังกัดของเขา ในขณะที่เทน ฮากกำลังย้ายมากุมบังเหียนของปิศาจแดง แต่เราก็ยังคงต้องรอดูว่ามันจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลง เมื่อลองมองไปข้างหน้า การกลับมาร่วมงานกันอาจจะเป็นการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน แต่อย่างไรก็ตาม การที่ เดอ ยองคอยปฏิเสธและปิดโอกาสในการพูดถึงเรื่องของการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งอย่างต่อเนื่อง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและเทน ฮากก็ควรที่จะเริ่มเปลี่ยนโฟกัสไปที่นักเตะตัวอื่นแทน และแน่นอนว่าพวกเขามีตัวแทนที่ยอดเยี่ยมรอไว้แล้ว – ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ในลิสต์รายชื่อที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องการตัวมานานกว่ากองกลางชาวดัตช์แมนซะอีก – นั่นก็คือวิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ กองกลางตัวสำคัญของเลสเตอร์ ซิตี้ เรื่องราวของเอ็นดิดี้และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในอดีต กองกลางจอมตัดเกมชาวไนจีเรียมีข่าวการย้ายตัวเชื่อมโยงกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและมีนักวิจารณ์บางคนที่แนะนำตัวนักเตะคนนี้ให้กับสโมสร – รวมถึงนักเตะชื่อดังจากคลาส ออฟ 1992 – ได้โน้มน้าวให้นักเตะย้ายไปร่วมทีม แกรี่ เนวิลล์ นักวิจารณ์ที่โด่งดังที่สุดในบรรดานักเตะในตำนานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเคยแนะนำเอาไว้เมื่อปี 2021 นอกเหนือจากดาวยิงของทีมจิ้งจอกสยามอย่างเจมี่ วาร์ดี้แล้ว เนวิลล์ยังพูดถึงเอ็นดิดี้ว่าเป็นนักเตะที่หากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าตัวเขามาได้ พวกเขาจะได้ประโยชน์จากมิดฟิลด์ชาวไนจีเรียอย่างแน่นอน เมื่อช่วงต้นเดือน ผู้สื่อข่าวจากสกาย สปอร์ตส์อย่างคริส ฮามิลล์ได้ให้เหตุผลทางสถิติไว้ว่าทำไมเอ็นดิดี้ถึงควรจะเป็นตัวเลือกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกับรายการฟุตบอล เดลี่ เขาบอกว่า “วิลเฟร็ด (เอ็นดิดี้) ของเลสเตอร์นั้นเป็นนักเตะที่มีทุกอย่างที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกำลังมองหาอยู่และเนื่องจากสัญญาของเขากับเลสเตอร์เหลืออยู่อีกเพียง 2 ปี มันก็มีแนวโน้มที่ค่าตัวของเขาจะลดลงเมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่น่าดึงดูดใจที่เกี่ยวพันกับตัวเขาในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา” “และในขณะที่เขาพลาดการลงสนามในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของฤดูกาลด้วยอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า แต่ถ้าหากเขาไร้ซึ่งอาการบาดเจ็บ เขาก็ยังถือเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ตัวรับที่ดีที่สุดในลีกอย่างแน่นอน ด้วยค่าเฉลี่ยการเข้าสกัดบอลมากถึง 6.5 ครั้งต่อเกมและยังอยู่ในอันดับที่ 7 ของมิดฟิลด์ในเรื่องการเอาชนะการดวลลูกกลางอากาศอีกด้วย” นอกเหนือจากเหล่าบรรดานักวิจารณ์ที่ออกมาโน้มน้าวให้เอ็นดิดี้ย้ายมาร่วมทีมอดีตแชมป์พรีเมียร์ลีก 20 สมัย ยังมีรายงานออกมาจากสื่ออีกด้วยว่าทางสโมสรได้พิจารณาการคว้าตัวเขาในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา แฟนบอลของเหล่าปีศาจแดงก็ชื่นชอบในตัวเอ็นดิดี้พอสมควร จากการที่มีชื่อของเขาอยู่ในโซเชี่ยล มีเดียและเว็บบอร์ดของแฟนบอลในฐานะนักเตะที่ทางสโมสรจำเป็นจะต้องจับตามอง เพราะงั้นแล้วทำไมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถึงไม่พิจารณาในการคว้าตัวกองกลางจากเลสเตอร์ ซิตี้ซักทีล่ะ? เลสเตอร์ตั้งค่าหัว:…
ในตอนที่อาร์เซนอลแถลงข่าวประกาศการคว้าตัวนิโคลัส เปเป้ด้วยราคาเป็นสถิติของสโมสรด้วยราคาสูงถึง 72 ล้านปอนด์ในปี 2019 มีการประโคมข่าวใหญ่โตและยังไปกระตุ้นความหวังของเหล่าแฟนบอลเดอะ กันเนอร์สเป็นอย่างมาก ด้วยฟอร์มสุดน่าประทับใจกับลีลล์ ศูนย์หน้าชาวไอวอรี่โคสต์ได้รับการคาดหวังว่าจะระเบิดฟอร์มได้ทันทีและเป็นคนที่เข้ามาช่วยปัญหาในแนวรุกของอาร์เซนอลได้อย่างแน่นอน แสงสว่างแห่งความหวังส่งแสงประกายได้เพียงชั่วครู่ก่อนที่จะตามมาด้วยฟอร์มอันย่ำแย่และภาพรวมที่น่าผิดหวัง ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ดาวยิงวัย 27 ปีก็ยังคงโชว์ฟอร์มไม่ได้ใกล้เคียงกับการที่ทุก ๆ คนตื่นเต้นหรือใกล้เคียงความคาดหวังที่มาพร้อมกันกับในตอนที่เขาเซ็นสัญญาควบคู่ไปกับค่าตัวมหาศาลของเขา ตอนนี้ศูนย์หน้าชาวไอวอรี่โคสต์ได้กลายเป็นเพียงตัวประกอบในทีมอาร์เซนอลชุดใหญ่ภายใต้การคุมทีมโดยมิเกล อาร์เตต้าไปแล้ว แถมยังมีรายงานออกมาอีกด้วยว่าเขาอาจจะหาทางออกจากสโมสรนี้ในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากที่โอกาสในการลงสนามได้ยากเย็นแสนเข็ญ นอกจากนี้เขายังอาจจะกลายมาเป็นหนึ่งในดีลเซ็นสัญญายอดแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรอีกด้วย เห็นได้ชัดเจนว่าเขานั้นไม่เหมาะที่จะอยู่ในถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เกิดอะไรขึ้นกับดาวยิงชาวไอวอรี่โคสต์? ทำไมเขาถึงไม่สามารถสร้างอิมแพคอะไรได้เลย? พวกเราจะมาเจาะลึกถึงประเด็นสำคัญถึงในช่วงเวลาของเขากับไอ้ปืนใหญ่ อาร์เซนอลกัน ทำไมเปเป้ถึงไม่ปังกับอาร์เซน่อล? บอกตามตรงว่าการที่เปเป้ย้ายเข้ามาร่วมทีมอาร์เซนอลนั้นต้องผ่านการแย่งชิงอำนาจและทะเลาะกันภายในของสโมสรกันอย่างหนักเลยทีเดียว ในตอนนั้น ผู้จัดการทีมอย่างอูไน เอเมอรี่ชื่นชอบและอยากที่จะได้เพื่อนร่วมชาติของเปเป้อย่างวิลฟรีด ซาฮามาร่วมทีมมากกว่า แต่ทางบอร์ดบริหารของสโมสร นำโดยราอูล ซานเญฮี กลับไม่เห็นด้วย และทางอาร์เซนอลก็เลือกที่จะเซ็นสัญญาคว้าตัวเปเป้เข้ามาแทนและมันก็ถือเป็นการกระทำที่เป็นชนวนส่งผลให้อดีตผู้จัดการทีมของอาร์เซนอลโดนไล่ออกในที่สุด ความจริงที่ว่าเปเป้นั้นไม่ได้เป็นที่ต้องการของเอเมอรี่มาตั้งแต่แรกเริ่มแล้วนั้นสร้างความตึงเครียดในห้องแต่งตัวขึ้นโดยไม่จำเป็นเลย เช่นเดียวกับสื่อในอังกฤษและการเซ็นสัญญาราคาแพงหูฉี่ ดาวยิงชาวไอวอรี่ โคสต์ยิ่งถูกสื่อมวลชนให้ความสนใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมจากค่าตัวของเขาและประเด็นที่ว่ามันเป็นสถิติการซื้อตัวที่แพงที่สุดของประวัติศาสตร์สโมสรอาร์เซนอล แต่ถึงกระนั้น ในสนามจริง เปเป้ทำได้เพียงโทษตัวเองเท่านั้นและเหตุผลหลัก ๆ ที่อยู่เบื้องหลังฟอร์มที่น่าอดสูของเขาในฟุตบอลลีกสูงสุดในอังกฤษก็คือความจริงที่ว่าเขานั้นไม่สามารถปรับตัวเข้ากับพรีเมียร์ลีกได้ เปเป้เล่นทางกราบซ้ายซะเป็นส่วนใหญ่และเขาก็ไม่สามารถปรับปรุงการใช้เท้าข้างที่ไม่ถนัดของเขา มันเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นเขาแตะบอลไปแล้วตัดเข้าซ้าย ก่อนที่จะพยายามปั่นบอลโค้งๆ ให้ซุกตาข่าย นี่เป็นเครื่องหมายการค้าในการยิงประตูมากมายของเขา แต่การพึ่งพาเท้าซ้ายของเขามากเกินไปนั้นทำให้เขาเป็นนักเตะที่ถูกคาดเดาได้ง่ายเหลือเกิน ลองดูบูกาโย่ ซาก้าเป็นตัวอย่าง เขามีความคล้ายคลึงกับเปเป้พอสมควร เนื่องจากทั้งสองคนนั้นถนัดในการเล่นด้วยเท้าซ้ายเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม ซาก้าสามารถเล่นเท้าข้างที่ไม่ถนัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและนั่นทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่มีมิจิ อันตราย และยากสำหรับนักเตะในแนวรับที่จะรับมือ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ดาวรุ่งชาวอังกฤษสามารถยึดตำแหน่งทางกราบขวาได้และเบียดให้เปเป้กลายเป็นเพียงนักเตะตัวโรเตชั่นเท่านั้น เกมสุดท้ายที่ดาวยิงทีมชาติไอวอรี่โคสต์นั้นลงสนามเป็นตัวจริงให้กับอาร์เซนอลในพรีเมียร์ลีกนั้นคุณจะต้องมองย้อนกลับไปถึงเดือนตุลาคม 2021 เลยล่ะ แค่นั้นก็บอกอะไรได้เยอะเลยทีเดียว ข่าวซื้อขายล่าสุดที่เกี่ยวกับเปเป้? ศูนย์หน้าทีมไอวอรี่โคสต์บอกเป็นนัยว่าเขากำลังมองหาทางออกจากอาร์เซนอลโดยการเปลี่ยนผู้จัดการส่วนตัวก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงตลาดซื้อขายก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เนื่องจากเปเป้ถือเป็นนักเตะที่ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของมิเกล อาร์เตต้าแล้ว ทำให้ทีมปืนใหญ่พร้อมที่จะขายดาวยิงไอวอรี่โคสต์ตั้งนานแล้ว โดยอาร์เซนอลนั้นพร้อมที่จะตอบรับข้อเสนอที่ราคาต่ำราว ๆ 25-30 ล้านปอนด์สำหรับเปเป้ด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าตัวนักเตะเองจะเหลือสัญญาปัจจุบันอยู่อีก 2 ปีก็ตาม การกลับไปบ้านเกิดที่ฝรั่งเศสนั้นดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ใช่ที่สุดและตัวนักเตะเองก็มีข่าวกับโอลิมปิก มาร์กเซย เช่นเดียวกับสโมสรเก่าอย่างลีลล์อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองสโมสรนั้นมีปัญหาในการจ่ายค่าเหนื่อยให้กับตัวนักเตะซึ่งค่าเหนื่อยปัจจุบันของเขานั้นรับอยู่ที่ 140,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ล่าสุด มีข่าวลือว่าเปเป้ถูกเชื่อมโยงกับการย้ายไปค้าแข้งกับเปแอสเช แต่แม้ข่าวลือนี้ก็ฟังดูเข้าท่าอยู่พอสมควร การย้ายไปเปเอสเชก็จะทำให้ตัวนักเตะเองไม่มีโอกาสลงสนามมากพอเหมือนเดิมอยู่ดี อาร์เซนอลกำลังพยายามอย่างหนักในการคว้าตัวกาเบรียล เชซุสจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้และแน่นอนว่าการมาของตัวรุกอีก 1 คนนั้นจะทำให้ดาวยิงชาวไอวอรี่โคสต์ตกกระป๋องหนักขึ้นไปอีก การที่เปเป้ย้ายออกจากอาร์เซนอลในซัมเมอร์นี้นั้นสมเหตุสมผลสำหรับทั้งสองฝ่าย เนื่องจากสัญญาของตัวนักเตะเหลืออยู่ 2 ปี มันสมเหตุสมผลสำหรับอาร์เซน่อลที่จะจัดการกับสถานการณ์ของนักเตะในตอนนี้ดีกว่าที่จะรอจนกว่าสัญญาของเขาใกล้จะหมดลง นั่นยังหมายความว่าทางสโมสรจะยังพอได้รับค่าตัวจากการขายเขาออกจากสโมสรอยู่พอสมควรเลยล่ะ…
หลังจากที่พลาดตั๋วไปแชมเปี้ยนส์ลีกอย่างน่าเสียดาย อาร์เซนอลกำลังมองหาการเสริมทัพอีกครั้งโดยมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นในช่วงตลาดซื้อขายในช่วงซัมเมอร์ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยองย้ายไปอยู่กับบาร์เซโลน่าในตลาดฤดูหนาวเดือนมกราคม ในขณะที่อเล็กซานเดอร์ ลากาแซตต์ก็ได้บอกว่าเวลาของเขาที่อาร์เซนอลได้จบลงแล้วในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว เห็นได้ชัดว่าพวกเขาจำเป็นจะต้องเสริมเกมรุกอย่างช่วยไม่ได้ มีความคาดหมายว่าอาร์เซนอลจะเซ็นสัญญาศูนย์หน้ามาอย่างน้อย 2 คนในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่ทางสโมสรกลับเลือกที่จะศรัทธากับศูนย์หน้าดาวรุ่งอย่างเอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์และข้อเสนอระยะยาวก็กำลังจะมีการแถลงข่าวในเร็ววันนี้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เหล่าเดอะ กันเนอร์สจะยังคงมองหาตัวรุกอย่างน้อย 1 ตัวและในตอนนี้ก็มีตัวรุกชาวบราซิลคนนึงที่น่าจะเข้ากันได้ดีกับทีมในตอนนี้ นั่นก็คือ กาเบรียล เชซุส นักเตะของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งก็เป็นนักเตะที่ยังตัดสินใจเรื่องอนาคตอยู่ และยังไม่มีข้อสรุปอย่างแน่นอน โดยแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้หลายแห่งได้ออกมารายงานตรงกันว่าตัวเขานั้นได้รับความสนใจจากอาร์เซนอลเป็นอย่างมาก ในช่วงก่อนที่พรีเมียร์ลีกจะจบฤดูกาล 2021/22 กาเบรียล เชซุสเปิดเผยว่าเขารู้แล้วว่าตัวเขาต้องการอะไรและได้พูดคุยเกี่ยวกับความตั้งใจของเขากับบอร์ดบริหารของแมนเชสเตอร์ ซิตี้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ รายงานล่าสุดจากฟุตบอล อินไซเดอร์อ้างว่าเชซุสได้ยอมรับเงื่อนไขส่วนตัวกับทางอาร์เซนอลเรียบร้อยแล้ว ด้วยค่าเหนื่อยปัจจุบันที่เขารับอยู่ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่ 110,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ รายงานได้อ้างว่าเดอะ กันเนอร์สได้ยื่นข้อเสนอที่เพิ่มค่าเหนื่อยให้ตัวรุกชาวบราซิลเป็น 190,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์แทน ถึงกระนั้น ดีลนี้ก็ยังห่างไกลจากคำว่าเสร็จสมบูรณ์เนื่องจากอาร์เซนอลกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้นั้นยังไม่ได้ตกลงกันในเรื่องของค่าตัว โดยทีมเจ้าของแชมป์พรีเมียร์ลีกปีล่าสุดนั้นอยากได้ค่าตัวไม่ต่ำกว่า 55 ล้านปอนด์ในขณะที่อาร์เซนอลพร้อมจ่ายที่ราคาไม่เกิน 40 ล้านปอนด์เท่านั้น สัญญาปัจจุบันของเชซุสนั้นเหลือเวลาอีกเพียงแค่ปีเดียวและมันทำให้ซิตี้อยู่ในที่นั่งลำบาก นั่นหมายความว่าพวกเขาจำเป็นจะต้องหาทางขายเขาออกไปหรือจะยอมเสี่ยงที่จะเสียเชซุสไปแบบฟรีๆ ในช่วงซัมเมอร์หน้า กาเบรียล เชซุสจะเป็นนักเตะที่เล่นได้อย่างเข้าขาที่อาร์เซน่อล ในขณะที่ข้อกำหนดทางการเงินจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ยังคงคลุมเครือ แต่เชซุสนั้นจะสามารถเล่นได้เข้ากับแทคติกของอาร์เซนอลอย่างไม่ต้องคิดมากเลยทีเดียว ก่อนอื่นเลย อาร์เซนอลจะได้ตัวนักเตะที่มีสถิติการยิงประตูที่ดีเยี่ยม ตั้งแต่ที่เขาย้ายเข้ามาจากพัลไมรัสเข้าร่วมทีมเรือใบสีฟ้าในปี 2017 เชซุสยิงประตูไปแล้วถึง 95 ประตูพร้อมกับ 37 แอสซิสต์จาก 210 เกมที่ลงสนามในทุก ๆ รายการ ที่น่าประทับใจไปยิ่งกว่านั้น คือการที่เขายิงได้มากขนาดนี้ทั้ง ๆ ที่ส่วนใหญ่แล้วเขาเล่นเป็นกองหน้าเบอร์สองของทีม รองจากเซอร์จิโอ้ อเกวโร่ ในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา ซิตี้นั้นไม่มีกองหน้าตัวเป้าเลยหลังจากที่เขาพลาดการคว้าตัวแฮร์รี่ เคนของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์สเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่ถึงกระนั้น กาเบรียล เชซุสนั้นก็ยังไม่ใช่นักเตะตัวจริงของทีม เนื่องจากเป๊ป กวาร์ดิโอล่าเชื่อมั่นนักเตะอย่างฟิล โฟเด้น, ราฮีม สเตอร์ลิ่งและแม้กระทั่งเควิน เดอ บรอยน์ในการลงสนามในตำแหน่งฟอลส์ไนน์ในบางนัด เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายฤดูกาล กวาร์ดิโอล่าเริ่มใช้งานเชซุสบ่อยขึ้นในตอนที่มีรายงานว่าอาร์เซนอลสนใจในตัวนักเตะก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงซัมเมอร์ แต่อันที่จริงแล้ว ดาวยิงชาวบราซิลได้แสดงให้ผู้จัดการทีมของเขาเห็นว่าเขาพลาดอะไรไป เชซุสระเบิดฟอร์มระดับ 5 ดาวในเกมกับวัตฟอร์ด เขายิงไป 4…