กาลครั้งหนึ่งเคยมียุคสมัยที่ทีมชั้นนำในยุโรปล้วนใช้กองหน้าคู่ในการทำเกมรุก แต่ในช่วงทศวรรษ 2010 เทรนด์ของการเล่นแบบหน้าคู่เริ่มซาลง เพราะทีมส่วนใหญ่เลือกที่จะยอมลดกองหน้าเหลือเพียงคนเดียว เพื่อแพ็คแดนกลางของพวกเขาให้แน่นดีกว่าเล่นแบบมีกองหน้าสองตัว

คุณอาจจะไม่เคยเห็นทีมดัง ๆ ในปัจจุบันใช้แผนหน้าคู่เท่าไรนัก แต่อย่างไรก็ดี ในตอนนี้กระแสของการเล่นแบบกองหน้าคู่เริ่มกลับมาแล้ว 

เพราะการมีกองหน้าสองตัวช่วยให้ทีมผลิตสกอร์ได้มากขึ้น ร่วมถึงช่วยให้เพื่อนร่วมทีมมีงานที่ง่ายขึ้นในการหาเป้าจ่ายหรือครอสเข้าไปเพื่อทำประตู ด้วยเหตุนี้ ทำให้มีคู่กองหน้ามากมายฟอร์มแรงขึ้นมา และมันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีด้วย

ฉะนั้นเรามาลองดูรายชื่อของคู่กองหน้าที่อันตรายที่สุดในยุคนี้กันดีกว่า และอะไรทำให้พวกเขาพิเศษกว่ากองหน้าคู่อื่น ๆ

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กับ โทมัส มุลเลอร์

เราเองยังไมอยากจะเชื่อเลยว่าจะมีคู่กองหน้าคู่ไหนที่มีสถิติการยิงประตูน่าทึ่งขนาดนี้ในโลก

เพราะแค่เพียงจำนวนประตูจากสองคนนี้ก็แทบจะเพียงพอที่จะทำให้แฟนเสือใต้หัวเราะชอบใจกับปริมาณประตูที่ทีมทำได้อย่างมหาศาลแล้ว

และก็น่าจะไม่มีคำไหนในพจนานุกรมที่สามารถบรรยายความยอดเยี่ยมของเลวานดอฟสกี้ได้ เพราะในสองฤดูกาลล่าสุด เขายิงไปถึง 93 ประตูใน 77 เกมที่ลงเล่น และในฤดูกาลก่อนหน้านั้น เขาก็ยิงไปถึง 55 ประตู และพาทีมคว้าทุกถ้วยที่ทีมลงทำการแข่งขัน 

สำหรับคู่ขาอย่างโทมัส มุลเลอร์ เขาได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเขาเป็นผู้เล่นที่มีความครบเครื่องในตัวสูงมาก จะเอาเขาไปเล่นตรงไหน หรือจะสั่งให้ทำอะไรก็ได้ ยิง เปิด ปั้นเกม เขาทำได้หมด

เขาน่าจะเป็นนักเตะคนเดียวในยุโรปขณะนี้ ที่สามารถเล่นในตำแหน่ง “รอมดอยต์เตอร์” ได้ และยังเป็นหนึ่งในนักเตะไม่กี่คนจากชุดแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2014 ที่ยังเล่นในลีกใหญ่อยู่ และดูจากสถิติที่เขาทำได้แล้ว ดูเหมือนเขาจะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะโรยราตามสังขารเหมือนนักเตะทั่วไป และเขายังเป็นหนึ่งในนักเตะไม่กี่คนที่สามารถคว้า “ทริปเปิลแชมป์” ได้ถึงสองครั้ง ในฤดูกาล 2012/2013 และ 2019/2020 โดยเขาเป็นตัวหลักของทีมในทั้งสองครั้งเสียด้วย

การที่เขาสามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่งหน้าคู่และหน้าต่ำจะเป็นที่จดจำสำหรับแฟนบอลเยอรมันอย่างแน่นอน โดยเฉพาะแฟน ๆ ของบาเยิร์นมิวนิก ความเข้าขากันของเขากับเลวานดอฟสกี้และปีกคนใหม่ของทีมอย่าง เลรอย ซาเน่ น่าจะส่งสารให้กับทุกทีมแล้วว่า บาเยิร์น ยังคงเป็นทีมตัวเต็งในศึกฟุตบอลยุโรปอยู่ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม  

เลาตาโร่ มาร์ติเนซ กับ เอดิน เชโก้

หลังจากที่ลูคาคูย้ายออกจากอินเตอร์ไปด้วยค่าตัวสถิติโลก แฟนบอลอิตาเลียนหลายคนก็เดาว่าแชมป์เก่าอย่างอินเตอร์จะต้องเป๋และหลุดฟอร์มในฤดูกาลนี้ที่ไม่มีลูคาคูอย่างแน่นอน บวกกับการเสียอันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือจอมเก๋าของทีมไปอีก แทบจะทุกคนเชื่อว่าทีมนั้นมีการเปลี่ยนแปลงมากเกินไปสำหรับการจะทำทีมลุ้นแชมป์ และปีนี้น่าจะเป็นปีตั้งหลักถ่ายสายเลือดสำหรับพวกเขา มากกว่าที่จะลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัว

แต่ผิดคาด อินเตอร์ยังคงรักษามาตรฐานเดิมเหมือนกับฤดูกาลก่อนได้ แม้จะเสียกุนซือและนักเตะคนสำคัญไป ถึงในถ้วยยุโรปพวกเขาจะแพ้ให้กับลิเวอร์พูลจนตกรอบ แต่ในลีก พวกเขายังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และยังอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์อีกด้วย

สาเหตุหลักที่ทำให้พวกเขายังคงฟอร์มเก่งเอาไว้ได้ นั่นก็คือคู่กองหน้าใหม่ของพวกเขา เลาตาโร่ มาร์ติเนซ และ เอดิน เชโก้ โดยซีอีโอของอินเตอร์ยังได้ออกมายืนยันด้วยตัวเองเลยว่า ผลงานของทีมนั้นไม่ได้ตกลงเลย แม้จะขายลูคาคูออกไป ถือว่าเป็นกำไรของทีมอย่างแท้จริง

หลังจากย้ายมาร่วมทีมงูใหญ่ ฤดูกาลนี้ เชโก้ยิงไปแล้วถึง 16 ประตูจากการลงเล่น 39 เกม เท่ากับดาวยิงชาวอุรุกวัยคู่ขาของเขาอย่าง เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ที่ยิงได้ 16 ประตูเช่นเดียวกัน นี่เป็นหลักฐานที่ดีเลยทีเดียว ว่าทั้งสองคนนั้นแบ่งการยิงกันในอัตราส่วนทิ่ใกล้เคียงกัน ไม่มีใครเป็นกองหน้าตัวหลักหรือยิงอยู่คนเดียว

ริยาด มาห์เรซ กับ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง

ถึงทีมเรือใบสีฟ้าจะไม่ได้ใช้แผนที่มีกองหน้าธรรมชาติแม้แต่คนเดียว ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ทีมนั้นแทบจะไม่มีกองหน้าธรรมชาติเหลือแล้วตั้งแต่ตำนานของทีมอย่าง เซร์คิโอ อเกวโร่ ย้ายออกจากทีมไป จึงต้องเป็นหน้าที่ของปีกและกองกลางตัวรุกที่จะต้องทำหน้าที่ยิงประตูแทนเป็นส่วนใหญ่

สองชื่อที่ดูจะน่าสนใจที่สุดก็คือ ริยาด มาห์เรซ และ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง โดยรายหลังนั้นคงฟอร์มดีต่อเนื่องภายใต้การคุมทีมของเป๊ป กวาดิโอล่า กุนซือชาวสเปน และการย้ายออกของเฟร์ราน ตอร์เรส ก็ช่วยให้สเตอร์ลิ่งได้เวลาลงเล่นมากขึ้นอีกด้วย

นับเฉพาะในฤดูกาลนี้ สเตอร์ลิ่งยิงไปแล้วถึง 14 ประตู เท่ากับที่เขาทำได้ในฤดูกาลก่อนทั้งฤดูกาลเป็นที่เรียบร้อย

ส่วนมาห์เรซก็เรียกฟอร์มเก่งเหมือนสมัยอยู่กับเลสเตอร์ได้อีกครั้ง โดยหลังจากที่มาห์เรซนั้นอยู่ในทีมมาทุกชุด ตั้งแต่ที่คว้าแชมป์ลีกสองสมัย และเข้าถึงรอบชิงถ้วยแชมป์เปียนส์ลีก ตอนนี้ปีกชาวแอลจีเรียดูพร้อมแล้วที่จะเป็นกำลังหลักของทีม 

ฤดูกาลนี้มาห์เรซยิงไปแล้วถึง 22 ประตู เป็นฤดูกาลที่เขายิงได้มากที่สุดในสีเสื้อแมนฯ ซิตี้ ซึ่งถ้าลองคิดดูว่าซิตี้นั้นชอบเล่นแผนที่ไม่ได้ใช้กองหน้าอาชีพ กวาดิโอล่าจึงชอบนำมาห์เรซหรือสเตอร์ลิ่งไปเล่นเป็นกองหน้าตัวหลอก หรือ 

“ฟอลส์ 9” อย่างไรก็ดีทั้งสองคนก็ชอบที่จะเล่นบริเวณริมเส้นเพื่อจะตัดเข้ามาทำประตู มากกว่าที่จะเล่นในพื้นที่ตรงกลาง ที่มีกองหลังประกบอยู่อย่างแน่นหนา

ซาดิโอ มาเน่ กับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

ในช่วงนี้ เราได้แต่อึ้งเมื่อเห็นฟอร์มของมาเน่และซาลาห์ ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมโดยเฉพาะการเล่นในบ้าน ตอนนี้ทั้งสองคนนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในกองหน้าที่น่ากลัวที่สุดในพรีเมียร์ลีกตลอดกาลไปเสียแล้ว

ในฤดูกาลแรกของซาลาห์กับลิเวอร์พูล ดาวเตะชาวอียิปต์เป็นปีกคนแรกนับตั้งแต่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ยิงได้ 40 ประตูหรือมากกว่าในฤดูกาลเดียว ส่วนคู่ขาอย่างซาดิโอ มาเน่ ก็ยิงหรือจ่ายให้ทีมมากกว่า 20 ประตูต่อฤดูกาลมาหลายฤดูกาลติดกันแล้ว 

ฟอร์มการเล่นของพวกเขาส่งผลให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าฯ สมัยที่ 6 ในปี 2019 ได้สำเร็จ รวมไปถึงแชมป์ลีกสมัยทื่ 19 ในฤดูกาลถัดมา และถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้แชมป์อะไรในปี 2020/2021 พวกเขาจะกลับมาอย่างแน่นอนในฤดูกาลนี้

ถ้าคุณได้เห็นฟอร์มของพวกเขาในนัดเจอแมนฯ ยูไนเต็ดที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดแล้วล่ะก็ นั่นแหละเป็นเครื่องเตือนใจว่าพวกเขานั้นอันตรายแค่ไหนในสนาม ยิ่งในช่วงหลัง ดิโอโก้ โชต้า ก็ฟอร์มแรงขึ้นมาอีก ทำให้ลิเวอร์พูลนั้นเป็นทีมระดับลุ้นแชมป์ชนิดลุ้นทุกถ้วย ไม่ว่าจะในประเทศหรือเกมยุโรปก็ตาม

แฮร์รี่ เคน กับ ซอน ฮีง มิน

หากนับเพียงแค่คู่ที่ไม่มีถ้วยติดตัวล่ะก็ เราคิดว่าคู่ของแฮร์รี่ เคน กับ ซอน ฮีง มิน น่าจะเป็นคู่ที่เก่งที่สุดแล้วล่ะ เพราะถึงทั้งคู่จะยังไม่เคยคว้าแชมป์กับสเปอร์สได้เลย แต่ถ้านับในแง่ผลงานส่วนตัว ก็ถือว่าพวกเขามีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่ท็อตแนม ดูได้จากการที่แฮร์รี่ เคนนั้นคว้ารางวัลดาวซัลโวของลีกได้ถึงสามสมัยแล้ว แน่นอนว่าสมัยล่าสุดก็คือในฤดูกาลที่แล้วนี้เอง

ปัจจุบัน เคนติดอยู่ในลิสท็อป 10 ผู้ทำประตูได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกเป็นที่เรียบร้อย ส่วนคู่ขาชาวเกาหลีของเขาก็ยิงไปแล้วกว่า 100 ประตูในสีเสื้อไก่เดือยทอง และน่าจะนับว่าเป็นนักเตะจากเกาหลีใต้ที่เก่งที่สุดคนหนึ่ง ที่ได้มาค้าแข้งในพรีเมียร์ลีก

ในขณะที่อนาคตของพวกเขาอาจจะยังไม่แน่นอน ในตอนนี้พวกเขายังทำผลงานได้ดีกับต้นสังกัด และช่วยให้สเปอร์สเป็นทีมระดับท็อปของพรีเมียร์ลีกต่อไป

คาริม เบนเซม่า กับ วินิซิอุส จูเนียร์

การจะบอกว่าเบนเซม่านั้นเป็นนักเตะที่เก่งหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะกองหน้าเลือดน้ำหอมคนนี้ ไม่ว่าจะจับคู่เขาให้เล่นกับใครก็ทำผลงานได้ดีทั้งส่วนตัวและในภาพรวม เมื่อไม่กี่ปีก่อน ก็เป็นเบนเซม่าที่เป็นหนึ่งในสามประสานที่น่ากลัวที่สุดในโลก อย่าง BBC – คือเขาเอง แกเร็ธ เบล และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

อ่าน:  ลิเวอร์พูลพร้อมที่จะเสนอเสนอจำนวนเงินที่สำคัญถึง 77 ล้านปอนด์ในการซื้อแข้งกลางของรีอัล มาดริด เฟเดริโก้ วัลเวอร์เดมิน์

ส่วนในตอนนี้ เบนเซม่าถูกจับมายืนคู่กับ วินิซิอุส จูเนียร์ กองหน้าดาวรุ่งมากพรสวรรค์ชาวบราซิล ซึ่งแม้ว่าวินิซิอุสจะเล่นได้ไม่ค่อยดีนักในช่วงแรกกับมาดริด แต่ในยุคของอันเชล็อตติ  เขาพัฒนาฟอร์มขึ้นมามากทีเดียว 

ในสามฤดูกาลแรกของวินิซิอุสในถิ่นซานติอาโก เบอร์นาเบว เขายิงได้เพียง 15 ประตูเท่านั้น จากการลงเล่นกว่า 118 เกม แต่ตัดภาพมาที่ฤดูกาลปัจจุบัน เพียงแค่ 39 เกมในฤดูกาลนี้ เขายิงไปแล้วถึง 17 ประตู นี่ยังไม่รวมถึงแอสซิสต์และการสร้างสรรค์เกมที่ยอดเยี่ยมของเขาอีกด้วย

ทางด้านเบนเซม่า เราก็คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณกันมากมายอยู่แล้ว ตอนนี้หลายคนถึงขั้นยกให้เบนเซม่าเป็นตัวเต็งที่จะได้บัลลงดอร์เสียด้วยซ้ำในช่วงนี้ โดยหลังจากที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย้ายออกจากทีมไป ก็เป็นดาวเตะทีมตราไก่ที่แบกเกมรุกของมาดริดมาตลอด ในฤดูกาลนี้เขายิงไปแล้วถึง 32 ประตู ในการเล่นเพียง 34 เกมเท่านั้น

ถ้าคุณได้ดูนัดที่เขาทำแฮตทริกใส่ปารีส แซงก์ แชร์กแม็ง ในศึกยูฟ่าฯ นัดล่าสุดแล้วล่ะก็ คุณก็น่าจะเห็นแล้วว่าฟอร์มของอดีตกองหน้าลียงในตอนนี้นั้นร้อนแรงแค่ไหน

คู่อื่น ๆ ที่น่ากล่าวถึง

โอบาเมยอง และ เดมเบเล่ กลับมาเล่นด้วยกันอีกครั้งที่บาร์เซโลน่า หลังจากเคยเล่นด้วยกันที่ดอร์ตมุนด์ ในฤดูกาลนี้พวกเขาทั้งคู่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โอบาเมยองยิงไปแล้ว 8 ประตูใน 11 เกมกับบาร์เซโลน่า ส่วนเดมเบเล่ก็ทำไปถึง 9 แอสซิสต์ มากที่สุดสำหรับเจ้าตัวในหนึ่งฤดูกาลเช่นกัน 

ถึงการแอสซิสต์ 9 ครั้งนั้นจะเป็นการแอสซิสต์ให้โอบาเมยองเพียง 2 ครั้งเท่านั้น แต่คู่กองหน้าคู่นี้นั้นก็เป็นคู่ที่เราไม่ควรจะละสายตาอย่างแน่นอน และน่าจะพาบาร์ซ่าคว้าชัยได้เป็นกอบเป็นกำ รวมไปถึงพัฒนาฟอร์มการเล่นของกันและกันด้วย

อีกคู่ที่น่ากล่าวถึงก็คือคู่ของ เอ็มบัปเป้ และ เมสซี่ แม้พวกเขาจะถูกเขี่ยตกรอบในศึกยูฟ่าฯ เป็นที่เรียบร้อย และอาจจะมีคนใดคนหนึ่งย้ายออกในตลาดรอบหน้า ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลาสองคนนี้เล่นด้วยกันนั้นน่ากลัวจริง ๆ และเป็นกำไรของแฟนบอลที่จะได้เห็นสองคนนี้เล่นร่วมทีมเดียวกัน อย่างน้อยก็จนจบฤดูกาลนี้

ทั้งสองฝ่ายต่างก็นับถือและกล่าวชมอีกฝ่ายบ่อยครั้ง โดยเอ็มบัปเป้กล่าวว่ามันเป็นดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์นั้นเล่นด้วยง่ายมาก ๆ แทบจะไม่ต้องปรับตัวเลย ด้านเมสซี่ก็เคยพูดเช่นกัน ว่าเขาก็อยากที่จะเล่นและรู้จักกับเอ็มบัปเป้ให้มากกว่านี้ ทั้งในสนามและนอกสนาม

สรุปและทิ้งท้าย

สาเหตุหลักที่การเล่นแบบกองหน้าสองคนนั้นกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งนั่นก็เพราะกระแสการเล่นแผน “หลังสาม”

ที่ข่วงหลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก การมีกองหน้าสองคนนั้นช่วยให้ทีมรุกสู้กับกองหลังสามคนได้ดีกว่าการมีกองหน้าเพียงคนเดียว 

และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ผู้เล่นในสมัยใหม่นั้นมีความฟิตที่ดี แม้จะเล่นในตำแหน่งกองหน้าก็สามารถลงไปช่วยเล่นเกมรับได้ ซึ่งทำให้การเล่นแบบหน้าคู่ไม่ได้หมายถึงการลดผู้เล่นเกมรับเหมือนเมื่อก่อน แต่กลับกัน มันช่วยทำให้เกมรับแน่นขึ้น ใน

การมีกองหน้าสองคนเป็นปราการด่านแรกในเกมรับของทีม 

Leave A Reply