ปัญหาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในตำแหน่งกองกลางนั้นเกิดขึ้นและยังคงอยู่มายาวนานเกือบสิบปีแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าแทบจะทุกตำแหน่งในสนามนั้นดูเหมือนว่าจะมีปัญหาทั้งหมดในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดในช่วงหลัง แต่ก็ไม่มีตำแหน่งไหนที่ดูจะอาการหนักไปกว่าตำแหน่งแดนกลางอย่างแน่นอน

ตั้งแต่สมัยที่โชเซ่ มูรินโญ่กุมบังเหียนอยู่ที่สโมสร พวกเขาจำใจต้องต้องทนดูทีมของพวกเขาพึ่งพามิดฟิลด์ตัวรับกลาง 2 คนในการคุมแดนกลาง ซึ่งส่วนใหญ่คือสก็อตต์ แม็คโทมิเนย์และเฟร็ด

นักเตะทั้ง 2 นั้นได้ใช้การเล่นในแบบของพวกเขาเองโดยการใช้ความแข็งแกร่งทางกายภาพและแรงขับเคลื่อนมาสู่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่การขาดความแม่นยำในการผ่านบอลและความคิดสร้างสรรค์เป็นปัญหาใหญ่และมันมีมูลค่ามากกว่าสิ่งที่พวกเขาหยิบยื่นให้กับสโมสรซะอีก

เฟร็ด นักเตะที่ถูกคว้าตัวมาร่วมทีมด้วยค่าตัวสูงถึง 52 ล้านปอนด์นั้นไม่ได้โชว์ฟอร์มได้สม่ำเสมอนับตั้งแต่ที่เขาย้ายมาจากชัคตาร์ โดเน็ตสค์เลย แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องความขยันของเขานั้นไม่มีใครสงสัยอยู่แล้วล่ะ ความท้าทายหลักของห้องเครื่องทีมชาติบราซิลก็คือความเร็ว, ความสามารถในการคุมแดนกลาง, คุมเกมและสร้างโอกาสให้กับกองหน้า

แต่อย่างไรก็ตาม คู่หูดีกรีทีมชาติสก็อตแลนด์ของเขานั้นเลวร้ายกว่านั้นมาก สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ เด็กปั้นจากอะคาเดมี่ชื่อดังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้แสดงให้เห็นว่าเขามีแพสชั่นและความปรารถนาที่จะอยู่ที่สโมสรก็จริง แต่น่าเสียดายที่เขาไม่มีฝีเท้าและความสามารถที่เพียงพอสำหรับเหล่าแฟนบอลและนักวิจารณ์ส่วนใหญ่

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตามหาหรือยังคงไล่ล่านักเตะตัวเลือกแรกของเทน ฮากอย่างเฟรงกี้ เดอ ยอง ซึ่งเชื่อกันว่ามิดฟิลด์ชาวดัตช์มีคุณสมบัติทั้งหมดที่จำเป็นในการประสบความสำเร็จกับสโมสรและที่สำคัญที่สุดคือเขากำลังอัพเกรด 2 ทางเลือกในปัจจุบันของพวกเขา แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ดีลนั้นก็ดูไม่น่าจะเป็นไปได้มากยิ่งขึ้นเนื่องจากเขายืนกรานที่จะอยู่ต่อกับบาร์เซโลน่า

คาเซมิโร่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในตำแหน่งของเขาในยุคนี้และความสำเร็จและสถิติของเขาก็เป็นอะไรที่ชัดเจนในตัวของมันเองอยู่แล้ว

ถึงแม้ว่าความสมเหตุสมผลของดีลนี้คือการที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้นแทบจะสิ้นหวังในการหาแดนกลางที่มีคุณภาพและเนื่องจากดีลในการคว้าตัวเดอ ยองนั้นดูเหมือนจะเป็นไปได้ค่อนข้างยากมากแล้ว ข้อเสนอที่ล่อตาล่อใจนั้นก็ช่วยให้ห้องเครื่องทีมชาติบราซิลเลือกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาเป็นจุดหมายต่อไป

ไม่น่าแปลกใจเลยที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทุ่มเงินก้อนโตเพื่อให้ได้ตัวมิดฟิลด์ที่มีคุณภาพในแดนกลางหลังจากฟอร์มการเล่นที่หมดอาลัยตายอยากใน 2 เกมแรกของฤดูกาล การได้เห็นพวกเขาแพ้ไบรท์ตันและเบรนท์ฟอร์ดโดยเสียไปถึง 6 ประตูและทำได้เพียงประตูเดียวนั้นไม่ใช่สิ่งที่ใครหลายคนคาดหวังเลยแม้แต่น้อย

ในบทความนี้ เราจะมาพิจารณาถึงดีลที่เราจะได้เห็นกองกลางทีมชาติบราซิลวัย 30 ปีย้ายมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ข้อดีและข้อเสียของดีลนี้และสิ่งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสามารถคาดหวังได้จากตัวเขาในอนาคตต่อจากนี้

 

ข้อดีของดีลนี้

มันโอเคที่จะบอกว่านี่เป็นดีลที่ดีมากสำหรับทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เรอัล มาดริดจะได้เงินสดก้อนโตสำหรับนักเตะวัย 30 ปี ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะได้ตัวกองกลางจอมตัดเกมที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว โดยเจ้าตัวยังสามารถสอดขึ้นมาทำประตูได้อยู่บ้างเป็นครั้งคราวอีกด้วย แถมเขาจะยังเข้ามาเป็นตัวอัพเกรดการเสริมแกร่งให้กับทีมเป็นอย่างมาก เทียบกับนักเตะเก่าที่พวกเขามีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเขาจะได้รับค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากจากค่าเหนื่อยที่รับอยู่ก่อนหน้านี้ที่เรอัล มาดริด

คาเซมิโร่ต้องการเวลาในการลงเล่นมากขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการติดทีมชาติเพื่อเดินทางไปเล่นฟุตบอลโลกที่กาตาร์และการเข้ามาของคามาวิงก้าและชูอาเมนี่จะขัดขวางความเป็นไปได้นั้นของเขาอย่างแน่นอน เนื่องจากเรอัล มาดริดกำลังมองหาการสร้างทีมเพื่ออนาคต

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องการตัวคาเซมิโร่มากกว่าที่เขาต้องการทีม พวกเขากำลังขาดไอเดีย, ขวัญกำลังใจและในแดนกลางนั้นก็ต้องการใครสักคนที่จะลงเล่นโดยใส่เต็มที่และทำได้หลายสิ่งอย่างในแดนกลางได้ซึ่งคาเซมิโร่เป็นคนที่ทำแบบนั้นมาตลอดหลายฤดูกาลที่ผ่านมา

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ปล่อยมิดฟิลด์ออกจากทีมไปหลายคนและพวกเขาต้องการนักเตะใหม่เพิ่มในแดนกลางเป็นอย่างมาก การได้ตัวคาเซมิโร่ ในความคิดเห็นของเรานั้นเท่ากับมิดฟิลด์ระดับคุณภาพอย่างแท้จริงถึง 2 คน เขายอดเยี่ยมระดับนั้นเลยล่ะ

 

ข้อเสียของดีลนี้

ความสิ้นหวังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมักจะทำให้พวกเขาต้องสูญเสียเงินก้อนโตอยู่เป็นประจำ เนื่องจากหลาย ๆ สโมสรต่างมองมันเป็นโอกาสในการหาเงินก้อนโต การขาดการเตรียมการในตลาดซื้อขายนั้นเป็นอะไรที่น่าประหลาดใจและถือเป็นฝันร้ายเลยล่ะ

คาเซมิโร่อายุ 30 ปีและจะอายุ 31 ปีในปลายปีนี้ เขาเป็นกองกลางระดับเวิร์ลด์คลาสและสามารถทำทุกอย่างในสนามได้ แต่มูลค่าของเขานั้นไม่ใช่ 70 ล้านปอนด์ มันโอเคที่จะบอกว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้จ่ายเงินเกินมูลค่าของตัวนักเตะอีกครั้งหนึ่งแล้ว

ถึงแม้ว่าเขาจะใช้เวลาหลายปีลงเล่นในระดับสูงสุดในสเปน แต่เขาไม่เคยลงเล่นในพรีเมียร์ลีก จะบอกว่าเขาจะปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในขณะที่เขาถูกมองว่าเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าท่ามกลางความโกลาหลที่กำลังลุกลามอย่างรวดเร็วอย่างงั้นเหรอ? เขายังไม่ใช่ตัวเลือกแรกของเทน ฮากด้วยซ้ำ แล้วเขาจะเล่นฟุตบอลได้ตามแบบที่กุนซือชาวดัตช์ต้องการได้ยังไงกันล่ะ?

ถึงแม้ว่าเราจะคาดการณ์กันว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะพัฒนาขึ้นจากการเซ็นสัญญาคว้าตัวคาเซมิโร่มาในครั้งนี้ แต่ข่าวการคว้าตัวของมหากาพย์ของเดอ ยองนั้นได้ทำให้มีการเยาะเย้ยขึ้นมาไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของดีลนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงทั้งสโมสรอีกด้วย

 

สิ่งที่เราจะได้เห็นจากคาเซมิโร่และเขาจะปรับตัวเข้ากับแผนการเล่นได้อย่างไร?

สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะครองเกมในแดนกลางได้มากขึ้น ต้องขอบคุณดีลนี้เลยล่ะ พวกเขาจะดุดันมากขึ้นและถ้าเฟร็ดได้จับคู่ร่วมกับมิดฟิลด์บ้านเดียวกันกับเขาแล้วล่ะก็ มันก็โอเคที่จะบอกว่าเราอาจจะได้เห็นเฟร็ดในเวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิมเพราะเขาดูมีประสิทธิภาพมากขึ้นในตอนที่เขาเติมเกมรุกมากกว่าที่จะถอยลงมาเล่นเกมรับ

คาเซมิโร่เป็นที่รู้จักในเรื่องของความกัดไม่ปล่อยและความดุดันซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการประสบความสำเร็จในลีกอย่างพรีเมียร์ลีก ถึงแม้ว่าเขาจะร้อนและทำฟาวล์โดยไม่จำเป็น แต่ความสามารถในการตัดนักเตะตัวหลักของคู่แข่งออกจากเกมของเขานั้นก็ไม่เป็นสองรองใครเลยล่ะ

เมื่อเขาย้ายเข้ามาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พวกเราก็แทบจะมั่นใจได้เลยว่าจะต้องเป็นใครซักคนหนึ่ง อาจจะเป็นเฟร็ดหรือแม็คโทมิเนย์ที่จะต้องตกมาเป็นตัวสำรองแทนเขา เขาจะสกรีนแนวรับให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและเปิดที่ว่างให้กับนักเตะอย่างคริสเตียน อีริคเซ่นและบรูโน่ แฟร์นันเดสในการเติมเกมรุกโดยที่ไม่ต้องพะวงเลยว่าในแนวรับจะเกิดอะไรขึ้น

สรุปแล้ว คาเซมิโร่เป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมและการย้ายมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของเขานั้นถูกมองว่าเป็นการห้ามเลือดครั้งใหญ่ จากฤดูกาลที่กำลังย่ำแย่สำหรับสโมสรที่ยิ่งใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงแม้ว่าเขาจะเสริมประสิทธิภาพให้แดนกลางของพวกเขาได้จริง แต่คำถามก็คือว่าเขาจะยืนระยะไปได้นานซักแค่ไหนกันล่ะ?

อ่าน:  สถิติที่แสดงให้เห็นว่าเชลซีต้องการศูนย์หน้าตัวเป้ามากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
Leave A Reply